BICT Fest 2018

Interviewee – ADJJIMA NA PATALUNG
Interviewer & Editor – TANANOP KANJANAWUTISIT

อัจจิมา ณ พัทลุง : Festival Director of BICT Fest

การเดินทางจากเทศกาลครั้งแรกมาถึงครั้งนี้ทั้งในแง่ของทิศทางและการเติบโตเป็นอย่างไร?

เราพยายามที่จะทำให้มันเชื่อมโยงกัน ถ้ามองว่าครั้งแรกมันเป็นการเริ่มต้น ในครั้งที่สองนี้ก็คือการเติบโตขึ้นจากจุดนั้น อย่างในปีแรกเราเน้นในเรื่องของการผลักดันให้เกิดมุมมองใหม่ในแง่ของคุณภาพและมาตรฐานของงานสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อเปลี่ยนความคิดเดิมที่คนมีอยู่ และเราตั้งใจแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่อง Inclusivity[1] เพราะเรามีความตั้งใจพื้นฐานที่อยากจะให้เทศกาลนี้เป็นเทศกาลสำหรับทุกคน เราตั้งต้นไอเดียนี้ตั้งแต่เทศกาลครั้งแรกโดยการนำงาน “ตัวโอสีเหลือง” ของกลุ่ม The Wandering Moon[2] ที่มีกระบวนการสร้างงานร่วมกับเด็กที่มีภาวะออทิสซึม และเด็กที่มีปัญหาด้านการฟังมาจัดแสดง นอกจากนั้นเราได้เชิญ Dr.Sue Jenings[3] มา workshop และบรรยายถึงงานที่เขาทำเกี่ยวกับกลุ่มเด็กพิเศษที่มีปัญหาทางด้านการเรียนรู้ นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับไอเดียนี้ พอมาถึงเทศกาลครั้งนี้เราก็เลยอยากทำให้ไอเดียเรื่อง inclusivity นี้มันเติบโตขึ้นกว่าเดิม โดยการเชิญงานที่สะท้อนประเด็นนี้ มาแสดง 2 งาน ต้องบอกก่อนว่าขอบเขตของเรื่อง Inclusivity ในเทศกาลครั้งนี้ เราไม่ได้มองแค่การนำงานที่สื่อสารได้กับทุกๆ คน ทุกๆ ความหลากหลายเท่านั้น แต่เราเริ่งเข้าสู่การทำความเข้าใจว่า คนที่มีพื้นฐานที่แตกต่างสามารถมีศักยภาพและความสามารถได้เท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สังคมอาจคิดหรือตัดสินไปแล้วว่าเขาไม่น่าจะทำได้เพียงเพราะเขามีร่างกายหรือระบบคิดที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งมีการแสดงสองงานที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ อย่างงาน 4 Go Wild in Wellies ของกลุ่ม Indepen-dance 4 จาก Scotland มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อีกงานหนึ่งเป็นงานเต้นร่วมสมัยของ  kabinet k  จาก Belgium ที่เป็นการทำงานร่วมกับเด็กเล็กในการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงมาก ไม่ต่างจากการทำงานของผู้ใหญ่ มันทำให้เห็นได้ว่าเด็กก็มีศักยภาพที่จะทำงานในมาตรฐานที่เทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่มีคุณค่าในสังคมเรา และเปิดมุมมองในการรับรู้ถึงความเป็นไปได้ในศักยภาพของตัวบุคคล คนที่อยู่ในสถานะที่แตกต่างกันออกไปในทุกรูปแบบ คิดว่าเทศกาลปีนี้เราชัดเจนและเน้นในเรื่อง Inclusivity มากขึ้น และแน่นอนว่าในครั้งต่อๆ ไปเราก็จะยังคงก้าวไปในทิศทางนี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม

ทำไมไอเดียของ Inclusivity ในงานละครสำหรับเด็กและเยาวชนจึงจำเป็นสำหรับบริบทของสังคมไทย?

การนำงานแบบนี้เข้ามามันจะสะท้อนสภาวะและสภาพสังคมในบริบทไทย ที่จริงมีงานสำหรับผู้ใหญ่ที่พูดถึง ประเด็นเหล่านี้ เบื้องต้น เป็นเพราะวัยเด็กมีพื้นที่ที่เปิดกว้างในการรับรู้และการยอมรับ เป็นช่วงวัยที่เริ่มได้รับการขัดเกลาทางความคิดจากบรรทัดฐานทางสังคม ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่มากับเด็กก็จะมีโอกาสในการรับรู้ร่วมกัน คิดว่ามันคงดีถ้าเราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่เด็ก คนอาจจะคิดว่าเร็วเกินไปสำหรับเด็กที่จะรับรู้ แต่มันมีงานแสดงที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ และเราแค่อยากให้เห็นมุมมองในงานเด็กที่เปลี่ยนไป คืองานเด็กไม่จำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องง่ายๆ เท่านั้น หรือเรื่องที่ย่อยผ่านกระบวนการคิดของผู้ใหญ่มาจนหมด และจบท้ายด้วย “…นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…” อีกแล้ว นอกจากนั้นกลุ่มเป้าหมายเราก็ไม่ใช่แค่เด็ก กลุ่มเป้าหมายเราคือ “ครอบครัว” เพราะฉะนั้นงานเด็กที่เราเลือกเข้ามาทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องเป็นงานผู้ใหญ่ดูได้ด้วย นั่นคือจุดประสงค์เลย เราพยายามสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับคนดู เราเชื่อว่าถ้ามันสามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านงานสำหรับเด็กแล้ว มันก็อาจจะสร้างมุมมองและทางเลือกใหม่ในการเสพงานสำหรับผู้ใหญ่ เพราะด้วยบริบทและระบบนิเวศของเมืองไทย ทำให้เรามีมุมมองที่ค่อนข้างจำกัดเหมือนกันในเชิงการละคร BICT Fest จึงมีจุดประสงค์ที่จะขยายขอบเขตของโปรแกรมในมุมที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดงานที่มีความหลากหลายสำหรับคนดู เรามีจุดเริ่มต้นจากงานสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อผู้ปกครองได้เข้ามามีประสบการณ์กับงานแสดงร่วมกับลูก เกิดการสร้างความสนใจร่วมกัน และอาจจะทำให้เห็นคุณค่าของงานละครในประเทศไทยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

ทำไมต้องเป็นละคร?

เราเชื่อในศักยภาพของศาสตร์การละครเพราะว่าเราเชื่อใน “องค์ประกอบที่มีชีวิต (live element)” ของมัน การที่คนดูหรือครอบครัวจะได้ใช้เวลาในการอยู่ร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่าได้รับประสบการณ์ในทุกมิติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสภายนอกอย่างการฟัง การดู หรือการสัมผัส และแน่นอนว่าประสาทสัมผัสภายใน ทั้งในเรื่องของความคิดและความรู้สึกก็เช่นกัน นี่คือองค์ประกอบที่มีชีวิตของการละคร เราอยากสร้างการเดินทางหรือประสบการณ์ร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว ไม่ใช่ให้แค่ลูก แต่เราคำนึงถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านด้วย

live element ที่พูดถึงคือ การดูละครเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ตอนนั้น และจะไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้เหมือนเดิมเปี๊ยบ เพราะละครเป็นการแสดงสด สิ่งที่แต่ละคนดูได้รับและสัมผัสในแต่ละรอบการแสดงก็จะต่างกันไป มันเป็นการสร้างช่วงเวลาเชื่อมโยงกันระหว่างคนดูด้วยกันเองในขณะที่ดู และกับนักแสดงบนเวที คิดว่าสิ่งนี้มันให้ประสบการณ์ต่างจากศาสตร์อื่น แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้คิดว่าละครนี่เป็นที่สุด เราคนละครก็แค่อยากเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารู้จักดี เรายังเปิดพื้นที่ที่จะทำงานร่วมมือกันกับคนทำงานศิลปะแขนงอื่นๆ เพื่อให้เกิดการทำงานกับเด็กในรูปแบบอื่นเพิ่มมากขึ้น

 

BICT Fest มีผลต่อวงการละครในประเทศไทยไหม อย่างไร?

ถ้าพูดตรงๆ วงการละครในประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก เรามีศิลปินที่มีศักยภาพแต่ได้รับการแลกเปลี่ยนน้อย ซึ่งการแลกเปลี่ยนเป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้และความสามารถ การเอางานจากต่างประเทศเข้ามาจะช่วยสร้างพื้นที่ให้ศิลปินในเมืองไทยได้แลกเปลี่ยนกับศิลปินต่างประเทศโดยเฉพาะในแง่ของศิลปะการละครสำหรับเด็ก ในประเทศโลกตะวันตก เป็นต้น การละครสำหรับเด็กได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมานานทำให้เกิดการพัฒนาจนตัวงานของเขามีความแข็งแรง เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ศิลปินไทยจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับศิลปินจากต่างประเทศ ทั้งจากการพบปะพูดคุยหรือการได้ดูงาน สิ่งนี้อาจจะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและเพิ่มความสนใจการทำงานสำหรับเด็ก ในฐานะศิลปินการทำงานเพื่อเด็กเป็นการฝึกฝนที่มีคุณค่า เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายฯ ในตัวเทศกาลเองเราเปิดพื้นที่ให้ศิลปินจากต่างประเทศที่มาร่วมแสดงได้แชร์ความรู้และความสามารถของเขา และให้พื้นที่สำหรับศิลปินไทยได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนและฝึกฝนทักษะ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเทศกาลละครสำหรับเด็กที่มีกลุ่มเป็าหมายเป็นครอบครัว แต่เราคำนึงถึงความเป็นจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ให้กับการพัฒนาศิลปินในบริบทนี้ไปด้วยพร้อมๆ กัน ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วทางศิลปินจะไม่ได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับการสร้างละครสำหรับเด็ก แต่อย่างน้อยก็สามารถนำไปใช้ส่งเสริมการสร้างงานของตัวเองในฐานะคนทำละคร ไม่ว่าจะทำละครเพื่อเด็กหรือทำละครเพื่อผู้ใหญ่ก็ต้องการทักษะเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันในตัวงาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่กระบวนการสร้างสรรค์ คุณภาพ เนื้อหา มุมมองทางศิลปะ หรือ วิถีปฏิบัติ ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น นี่เป็นสิ่งที่เราอยากจะแชร์

 

แสดงว่าตัว BICT Fest เองก็ไม่ได้โฟกัสที่ เด็กอย่างเดียว?

ใช่ ในอีกมุมหนึ่งเราทำเทศกาลเพื่อเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการกระตุ้นการพัฒนาการละครในประเทศไทย เพราะในมุมหนึ่งตัวเทศกาลมันก็เป็นพื้นที่ให้ศิลปินเพื่อฝึกฝน และทางทีมงานเองเราก็เรียนรู้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการนำสิ่งเหล่านี้เข้ามามันก็เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ประเทศที่เรามีอยู่ไปพร้อมๆ กัน

 

แล้วทรัพยากรที่กำลังพัฒนาอยู่นี้มันจะเกิดความต่อเนื่องอย่างไรเพราะเทศกาลเองเกิดขึ้น 2 ปีครั้ง?

คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาของเทศกาลมันก็คงอยู่กับตัวของแต่ละคนที่มาร่วมประสบการณ์ เราแค่เปิดพื้นที่ในการรับรู้ สุดท้ายมันเป็นสว่นของแต่ละบุคคล เราจะไม่สามารถไปควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะนำเอาสิ่งที่ได้ไปใช้อย่างไรในงานของเขาต่อไป แต่ถ้าพูดในแง่ของตัวเทศกาลเอง เราสร้างโปรเจ็คเพื่อทำให้เกิดความต่อเนื่องในระหว่างช่วงเว้นปีของเทศกาล อย่างระหว่างเทศกาลครั้งที่แล้วกับครั้งนี้ (ในปี 2560) เราจัด creative workshop ให้กับเด็กและครอบครัว และเชิญศิลปินไทยมาทดลองการทำงานร่วมกับเด็ก ซึ่งศิลปินบางคนที่สนใจมาร่วมสอนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับเด็กมาก่อนเลยก็มี แต่เราเปิดรับและสร้างพื้นที่ให้ทรัพยากรศิลปินที่เรามีอยู่และที่มีความต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในสายงานนี้ ได้ทดลองและใช้ความสามารถของตัวเองในการทำงานร่วมกับกลุ่มคนดูของเทศกาล ซึ่งเราว่ามันก็เห็นผลบ้างนะ มีความรู้สึกว่าในประเทศไทยก็มีงานเด็กเยอะขึ้น ศิลปินเริ่มมีความคิดจะสร้างงานเพื่อเด็กมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มเห็นว่ามันมีพื้นที่ในการนำเสนองาน ส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่หนึ่งของเทศกาลที่ต้องสร้างพื้นที่และบริบทให้กับงานละครสำหรับเด็ก

 

หรือมันอาจเป็นแค่ Trend?

มันไม่ได้ผิดที่มันจะเป็น Trend เราต้องสร้าง Trend แล้วมันจะเป็นยังไงต่อเราคงทำได้แค่เฝ้าดู BICT Fest ณ ตอนนี้เรามีศักยภาพในการทำงานเท่านี้ ขณะนี้เรายังได้รับการสนับสนุนไม่มากพอ เราต้องสู้มากแล้วเพื่อที่จะจัดโปรแกรมการแสดงจากต่างประเทศและกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงมัน สร้างพื้นที่ตั้งต้น และพยายามทำให้เกิดความต่อเนื่อง เมื่อไรที่มีแรงสนับสนุนที่มากขึ้นและมีทรัพยากรที่มากขึ้นเราจะทำได้มากกว่านี้ขึ้นไปอีก

 

เรากลับมาพูดถึงงานที่เลือกมาในเทศกาลครั้งนี้บ้าง ได้ยินว่าที่แตกต่างจากปีที่แล้ว คือมีงานที่จะเกิดจากการร่วมมือกันของศิลปินต่างชาติและศิลปินไทยด้วย ไอเดียนี้มันมาจากไหน?

มาจากความคิดที่อยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้นั่นแหล่ะ ที่ผ่านมาการแลกเปลี่ยนมันเกิดขึ้นผ่านกระบวนการ workshop เป็นการแลกเปลี่ยนทักษะความรู้ แต่ครั้งนี้มันจะเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านกระบวนการการทำงาน ซึ่งศิลปินจากต่างชาติที่จะมาร่วมมือกันในโปรเจ็คนี้ก็คือ kabinet k จาก Belgium ที่พูดถึงไปแล้วเบื้องต้น เป็นกลุ่มศิลปินที่สร้างงาน Comtemporary Dance เขามีกระบวนการการทำงานที่น่าสนใจมาก แค่จากการดูงานของเขาก็จะเห็นได้ว่า เขาสามารถสร้างพื้นที่ในการทำงานกับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานหรือทักษะในการเต้น ให้สร้างสรรค์งานคุณภาพร่วมกับผู้ใหญ่ ที่เป็นนักเต้นมืออาชีพได้ เราเห็นศักยภาพของเด็กๆ ทุกคนที่จะเรียกว่าเป็นนักเต้นอาชีพก็เรียกได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังเห็นความเป็นเด็กของแต่ละคนที่ไม่ได้หายไปหรือถูกกดทับ เลยสนใจกระบวนการของเขา แล้วในเมืองไทยเรามี Contemporary Dance อยู่น้อย เราเลยอยากให้นักเต้นที่มีความสามารถและมีคุณภาพในเมืองไทยได้มาร่วมงานกับเขา กระบวนการทำงานร่วมกันนี้ มันจะทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปินที่อยู่ในขอบเขตของการสร้างงาน มากกว่าเป็นแค่การเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนกันในเชิงทักษะ และในอีกมุมหนึ่งที่พิเศษก็คือ การสร้างงานร่วมกับเด็กนั่นเอง ซึ่งในโปรเจ็คนี้ เป็นเด็กไทย ที่ได้สมัครเข้ามาร่วม workshop performance นี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือกระบวนการของศิลปินกลุ่มนี้ที่ให้ความเสมอภาคแก่เด็กและผู้ใหญ่ในการสร้างงาน มันไม่ใช่การนำเด็กมาเข้าร่วมเพื่อใช้ในการสร้างงาน ถึงแม้ว่าการแสดง horses ชิ้นดั้งเดิม จะเป็นงานที่ได้จัดแสดงและทัวร์มาแล้วหลายประเทศ จะมีโครงสร้างและไอเดียที่ทำมาเสร็จแล้วและแข็งแรงอยู่แล้ว แต่การมาทำกระบวนการสร้างผ่านการ workshop กับศิลปินและเด็กไทย ก็เป็นการสร้างงานกับนักแสดงคนละชุด ในพื้นที่ใหม่ และบริบทใหม่ ความน่าสนใจอีกขั่นหนึ่งคือกระบวนการ workshop ด้วยไอเดียและโครงสร้าง ของ horses ชิ้นดั้งเดิมที่ kabinet k จะดึงมาใช้ร่วมกับนักแสดงชุดใหม่ในการสร้าง Small-scaled Thai recreation of horses

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถหรือศักยภาพ แต่เป็นความเฉพาะในตัวบุคคลแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ทำให้เห็นการสร้างงานที่เชื่อมต่อกับบริบทที่เปลี่ยนไป อย่างน้อยงานนี้ ก็จะทำให้เห็นว่า ไม่ว่าคนอายุเท่าไรก็มีสิทธิ์และศักยภาพมากพอที่เขาจะเป็นศิลปิน ไม่ว่าจะในฐานะ คนสร้างละคร หรือนักเต้น และแน่นอนว่าในการแลกเปลี่ยนนี้ทางตัวศิลปินจาก kabinet k เอง เขาก็ได้เรียนรู้จากการทำงานในพื้นที่ที่มีบริบททางวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน งานนี้ไม่ใช่ว่าทางเขาเอามาให้อย่างเดียว แต่เขาก็ได้รับบางอย่างกลับไป

เข้าใจว่าปีนี้จะมี French Focus ที่เน้นงานประเภท New Circus ทำไมต้องเป็นงานประเภทนี้ ?

เรารู้สึกว่า circus มันเป็นศาสตร์การแสดงที่เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าคนดูจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงและรู้สึกสนุกไปกับมันได้ ตรงกับจุดประสงค์ของ BICT Fest ที่อยากให้การแสดงที่เลือกมาทำงานกับกลุ่มครอบครัว โดยปกติงานประเภทนี้จะไม่ค่อยถูกเลือกมาในเทศกาลสำหรับเด็กและเยาวชน มักจะมีเทศกาลที่รองรับงาน circus โดยเฉพาะ อาจจะเป็นเพราะว่ากระบวนการสร้างงาน circus ไม่ได้เจาะจงกลุ่มคนดูเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่โดยเฉพาะ แต่ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของงานที่สร้างความสัมพันธ์กับคนดูได้ทุกเพศทุกวัยโดยอัตโนมัติ ทำให้เราเห็นว่ามันเข้าถึงคนดูทุกคนในครอบครัว เรารู้สึกว่างาน circus เหมาะกับบริบทบ้านเรา ที่ไม่ค่อยมีงานสำหรับครอบครัวเท่าไร และด้วยตัวเทศกาลเราเองนั้นก็เป็นพื้นที่ของงานร่วมสมัย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราปิดกั้นงานดั้งเดิม แต่ด้วยบริบทของงานสร้างสรรค์ในเมืองไทย ศิลปะร่วมสมัยต่างๆ ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนน้อยจากรัฐบาลให้เกิดการพัฒนาต่อไป การนำงาน French New Circus เข้ามา จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนของรัฐฯในการพัฒนาศิลปะได้อย่างชัดเจน ประเทศฝรั่งเศสถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ The New Circus ประเทศเขาก็มี Traditional Circus ที่เราอาจเห็นภาพในความคิดและความทรงจำของใครหลายๆ คนว่าเป็นการแสดงที่ใช้สัตว์ โชว์กายกรรม หรือ Juggling แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปีศิลปินรุ่นใหม่ก็พัฒนาศาสตร์นี้มาเรื่อยๆ และฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการผสมศาสตร์การละคร ศาสตร์การเต้น และศิลปะร่วมสมัยต่างๆ เข้ามาในกระบวนการสร้างงาน มันทำให้เห็นการเดินทางจากช่วงเวลาหนึ่งมาสู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนา ทุกวันนี้ในฝรั่งเศสก็ยังมี Traditional Circus อยู่ แต่ The New Circus ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ของประเทศในยุคสมัยนี้ที่เปลี่ยนไป และรัฐบาลก็เห็นความสำคัญ สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการมีมุมมองที่เป็นปัจจุบันและการมองไปยังอนาคต ครั้งนี้เพราะการสนับสนุนจากสถานฑูตฝรั่งเศส ทำให้เราสามารถนำงาน The French New Circus เข้ามาได้ถึง 2 งาน คือ  Flaque กับ  Sarabande

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุว่างานเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ แต่เราเห็นว่ามีพื้นที่สำหรับงาน The New Circus นี้ในเทศกาลและประเทศของเรา และจริงๆ ในเมืองไทยเอง ก็มีศิลปินหรือกลุ่มคนที่ทำงาน Circus อยู่ ในครั้งนี้ที่เราร่วมงานกับกลุ่มละครมะขามป้อม[4] ที่เป็นคณะละครที่เคยใช้ทักษะ circus เข้าไปทำงานร่วมกับเด็กในชุมชนดาลาอัง ที่เชียงดาว เราจึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะจัดให้เกิดการพบปะและแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างศิลปินจากฝรั่งเศสและเด็กกลุ่มนี้ ที่สนใจและได้เรียนรู้ทักษะ circus มาแล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่เราอยากให้เกิดการกระจายองค์ความรู้ ไปสู่พื้นที่อื่นออกไปจากกรุงเทพฯ

 

ทำไมการกระจายสิ่งต่างๆ ออกจากกรุงเทพถึงสำคัญ?

คือเราเริ่มทำ BICT Fest เพราะว่าคนกรุงเทพ เราเริ่มจากพื้นที่ที่เรารู้จักดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าสังคมและระบบต่างๆ จะมีการพัฒนาแต่ที่จุดศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือระบบเศรษฐกิจ ถ้ามองจากมุมมองที่ใกล้ตัวเราที่สุดคือ การละครหรือการทำงานละครสำหรับเด็ก ถ้าในบริบทของการทำละครเพื่อแสดงในโรงละคร มันก็จะทำงานรูปแบบหนึ่ง เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อพัฒนากระบวนการทางศิลปะ แต่เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่ทำงานมาก่อนหน้าเราเยอะ ที่ใช้กระบวนการละครเข้ามาทำงานกับกลุ่มคน หรือกลุ่มเด็กในพื้นที่ และชุมชนต่างๆ ที่ออกไปนอกกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือละครเพื่อการศึกษา ในประเทศโลกที่สามอย่างเรา ประชากรยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เราในฐานะ BICT Fest พยายามที่จะทำให้งานที่คนกลุ่มนี้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และสร้างสมดุลระหว่างศิลปะและการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนศิลปินที่ทำงานละครไม่ว่าจะในบริบทไหนก็ตาม ด้วยความตั้งใจให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลง

 

จากตรงนี้เรามาพูดถึงงานจากไทยที่เลือกเข้ามาในเทศกาลครั้งนี้บ้าง ทำไมต้องเป็น Rice Child ของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว และ Star Wars จาก Babymime?

ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มทำเทศกาลจากความตั้งใจให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรื่องราวจากวัฒนธรรมอื่น เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับเทศกาลที่จะสนับสนุนงานของศิลปินไทย ที่ทำงานเพื่อเด็กและครอบครัวอยู่แล้วให้มีพื้นที่ที่จะแสดงและแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ ศิลปินสองกลุ่มที่เลือกมาในปีนี้ ทำงานเพื่อเด็กมานาน และงานสองชิ้นนี้ก็เป็นงานที่เหมาะกับแนวทางของเทศกาล เนื้อหาของ  Rice Child   เป็นเรื่องของเด็กจากชนกลุ่มน้อยที่พยายามหาพื้นที่ของตัวเองในสังคม เป็นประเด็นปัญหาที่พูดถึงกันทั่วโลกในปัจจุบัน และทั้งยังเป็นงานที่มีกระบวนการสร้างที่น่าสนใจเพราะรวบรวมองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์สาขา ไม่ว่าจะเป็น การเชิดหุ่นทั้งแบบหุ่นสายและหุ่นเงา การวาดทราย หรือการรวมสื่อดิจิทอลเข้ามาอยู่ในงาน ส่วน Babymime ก็เป็น กลุ่มศิลปินที่สร้างงานที่เข้าถึงได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ เป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานละครใบ้มาอย่างต่อเนื่อง และในประเด็นของการแสดง  Star Wars เองนั้น ก็พูดถึงประเด็นครอบครัวที่น่าสนใจผ่านมุมมองการเล่าของเด็กที่มีภาวะออทีซึม และ Babymime ได้สร้างสมดุลระหว่างความเป็น comedy และ drama ได้อย่างลงตัวในการแสดงนี้ ในเทศกาลครั้งนี้ กลุ่ม Babymime ก็จะมีโอกาสได้เจอกลุ่มศิลปินละครใบ้จากญี่ปุ่นคือ Gabez ซึ่งมีทักษะที่แข็งแรงมากๆทางด้านการเต้นและ acrobats เราก็เลยเห็นว่ามันส่งเสริมกันและกันในเชิงการที่ศิลปินได้พบปะและแลกเปลี่ยนจากมุมมองในสายงานเดียวกัน

 

แล้วในปีนี้จะยังมีงานจาก Southeast Asia อยู่ไหม?

เป็นความตั้งใจของ BICT Fest ที่ทุกปีจะต้องมีงานจากกลุ่มประเทศ Southeast Asia เพราะว่าเรามีความสนใจในประเทศเพื่อนบ้านของเรา งานสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคนี้ เหมือนในบ้านเรา ยังคงไม่ค่อยถูกมองเห็น หรือแม้กระทั่งคนสร้างสรรค์ก็ยังน้อย เทศกาลอยากจะเป็นพื้นที่หนึ่งที่จะทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อที่จะพัฒนางานสายนี้ไปด้วยกัน ครั้งนี้เราสานต่อกับกลุ่ม Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย ที่มาร่วมแสดงงานในเทศกาลครั้งที่แล้ว แต่ตอนนั้นงานที่นำเสนอ The Old Man’s Book ยังอยู่กระบวนการพัฒนา แต่ในปีนี้เขาจะนำงานที่เสร็จสมบูรณ์แบบแล้วมาแสดง Puno   เป็นละครหุ่นที่มีลักษณะเฉพาะ มีเนื้อหาเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ที่ต้องการเผชิญกับการจากไปของคนที่รัก

ดูเหมือนงานส่วนใหญ่จะค่อนข้างเรียกร้องพื้นฐานทางความเข้าใจบางอย่าง แล้วถ้าเด็กในวัยที่ยังเล็กมากๆ แบบประมาณ 2-3 ขวบล่ะ?

ไม่คิดว่าเราเรียกร้องความเข้าใจอะไร เพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานที่ดูยาก เพียงแค่อาจจะเป็นงานที่ยังไม่ค่อยมีการนำเสนอนักในบ้านเรา งานแต่ละงานก็มีการระบุความเหมาะสมในช่วงวัย แม้แต่วัยแบเบาะจริงๆแล้วตรงนี้อาจจะมองได้ว่าเป็นอีกส่วนที่เกี่ยวกับเรื่อง Inclusivity เพราะเราพยายามนำเสนองานให้แก่เด็กเล็กด้วย คนส่วนใหญ่จะไม่คิดว่าเด็กเล็กๆ พร้อมที่จะออกมาดูละคร หรือมีละครอะไรที่ทำเพื่อเขา เราคำนึงในเรื่องนี้ตั้งแต่เทศกาลปีที่แล้วเราเลยพยายามหางานสำหรับเด็กเล็กเข้ามาอีกครั้ง ในปีนี้ เรามีการแสดงชื่อ  Primo  จากประเทศเยอรมัน เป็นงานประเภท contemporary dance ผสม installation art ที่ให้ประสบกาณ์ที่เกินคาดมากๆ ทั้งในแง่ของสิ่งที่คนดูได้เห็นและความรู้สึกที่ได้รับ พาผู้ชมไปไกลเกินกว่าสิ่งที่รับรู้ เห็นการรวบรวมแนวคิดและมุมมองใหม่สำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะผ่านงานนี้ แต่ความน่าสนใจของงานก็คือ มันก็ทำงานกับคนดูผู้ใหญ่ด้วย การได้พาเด็กเล็กออกมาในพื้นที่ที่ต่างจากพื้นที่ที่เขาคุ้นเคย พาเขามาประสบพบเจอกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ มีผลดีต่อการเติบโตของเขา

 

ทำไมเนื้อหาหรือประเด็นของงานในปีนี้มันดูมีความหนัก?

อย่างที่บอกไปเบื้องต้น เราพยายามที่ให้เทศกาลและงานที่เราเลือกมาในครั้งนี้มันพูดถึงประเด็นที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเด็กไม่ควรหรือยังไม่พร้อมที่จะรับรู้ อาจจะเป็นการท้าทายมุมมองใหม่ว่าเด็กแม้แต่ในวัยเล็กก็สามารถเปิดรับแนวคิดที่ซับซ้อนได้ และมีมุมมองกว้างเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วในบางครั้งเราในฐานะผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้จากพวกเขา แต่แน่นอนว่าถึงแม้ว่าจะมีเนื้อหาที่เข็มข้น งานแต่ละงานก็ดูได้สนุก ทั้งหมดนี้มันเกิดมาจากความตั้งใจที่จะผลักดันและท้าทายคนดูของเรามากขึ้นผ่านงานที่เลือกมา ทั้งในแง่ของประเด็น เรื่องราว และประเภทของงานที่หลากหลาย เราอยากให้เกินความคาดหมายของคนดู ให้มันเกินกว่าสิ่งที่เขาคาดหวังหรือคุ้นชิน อยากให้คนดูได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เราไม่เชื่อว่าการแสดงมันทำงานกับคนดูในแบบที่สร้างความสนุกสนานอย่างเดียว เราเชื่อว่างานควรสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนดูขบคิด การตั้งคำถามต่อ เราหวังว่าการแสดงที่เลือกมามันจะทำงานแบบนั้น ไม่ใช่แค่มาดู รับรู้ แล้วจบไป เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะเป็นตัวช่วยในการเปิดมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้นกว่าสิ่งที่เราประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน

 

ไอเดียตั้งต้นของเทศกาลมันเติบโตและขยายไปสู่ส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการแสดงในเทศกาลอย่างไรบ้าง?

ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้ไป ricca ricca*festa[5] เป็นเทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนในโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายของคนที่ทำงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนในทวีปเอเชีย โดยผ่านการจัดการของทางเทศกาล ricca ricca *festa และ Japan Foundation Asia Centre ทำให้เรามีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่ทำงานในลักษณะเดียวกันมากมาย นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากสานต่อสิ่งนั้นมา ในเทศกาลครั้งนี้เราเลยจัดการประชุมและเชิญกลุ่มคนที่ทำงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนใน Southeast Asia มาเข้าร่วม เพราะต้องการที่จะค้นคว้าและศึกษาถึงเครือข่ายของกลุ่มคนที่ทำงานในส่วนนี้ ทั้งคนที่เป็น artist programmer และ producer เพื่อมาแชร์มุมมองที่เกี่ยวข้องกับการละครและงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้ ทั้งในแง่ของเนื้องานที่พวกเขากำลังทำอยู่และประสบการณ์ของเขาบนฐานของความพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมงานลักษณะนี้ในภูมิภาค Southeast Asia ยังมีการพัฒนาน้อย แล้วอนาคตของมันจะเป็นอย่างไร

 

ความแตกต่างระหว่างงานละครเพื่อเด็กและเยาวชนในทวีปโลกตะวันตกและในภูมิภาคของเรา มันต่างกันอย่างไร?

ในมุมมองของเราจากการได้ไปเห็นงานจากที่ต่างๆมา เห็นว่างานละครเพื่อเด็กและเยาวชนใน Southeast Asia จะมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเพื่อการศึกษา แต่ในกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะยังมีน้อย ในยุโรปเขาพัฒนาสิ่งเหล่านี้ร่วมกันไป เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะมาถกร่วมกันในการประชุมเพื่อค้นหาว่า มันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่ากระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะเพื่อเด็กและเยาวชนอาจจะยังไม่เป็นโฟกัสในภูมิภาคนี้หรือเปล่า? แล้วถ้ามันยังไม่จำเป็น ทำไมถึงไม่จำเป็น? เราไม่ได้ต้องการบอกว่าการทำตามแบบยุโรปนั้นดีกว่า คงเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมันอยู่ในบริบทที่ต่างกัน ความตั้งใจของการจัดประชุมครั้งนี้นั้นเราต้องการหาว่างานสร้างสรรค์ เพื่อเด็กในบริบทของ Southeast Asia มีความสำคัญอย่างไร และทำงานกับสังคมอย่างไร และ ทำอย่างไรให้มันเกิดความต่อเนื่องอย่างแข็งแรงในอนาคต เรายังไม่ได้ต้องการพูดถึงมันในเชิงธุรกิจ เพราะก่อนที่จะไปพูดเรื่องนั้นได้ เราน่าจะต้องรู้ก่อนว่าทำไมมันถึงสำคัญ และควรมี ที่มาที่ไปของมันเป็นอย่างไร การสร้างบทสนทนาถึงสิ่งนี้ในวงนานาชาติ มันอาจนำพาไปสู่ประเด็นอื่นนอกเหนือจากการละครเพื่อเด็กและเยาวชนก็ได้ เพราะปัจจัยต่างๆที่อยู่รอบๆ มันมีผล ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม สังคม หรือปัญหาทางการเมืองที่แตกต่างในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้

 

แต่นอกจากการประชุมแล้วในปีนี้ก็ยังมีส่วนของ Forum อยู่ ทำไมในเทศกาลถึงจำเป็นต้องมีส่วนของ Forum?

โปรแกรมของ Forum จะเอื้อและเสริมไปกับการแสดงที่เราเลือกเข้ามา ให้เห็นถึงศักยภาพของการแสดงที่สามารถเชื่อมโยงสู่ประเด็นอื่นๆ รอบๆ ตัวเรา อาจจะมีคนดูที่ต้องการการรู้ที่มา ที่ไปของงาน เกี่ยวกับไอเดียและกระบวนการสร้างสรรค์ เพราะมันจะช่วยเสริมสิ่งที่เขาคิดและรับรู้ผ่านงานแสดงและดูงานอย่างสนุกยิ่งขึ้น นอกจากได้รับรู้ผ่านการดูแล้ว บางครั้งคนดูบางคนอาจจะมีคำถามและอาจจะต้องการความกระจ่างด้วยเหมือนกัน นี่เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น งานที่นำเสนออาจไม่ใช่การแสดงที่คุ้นชินของคนดูที่นี่ ทางเราไม่ได้อยากให้คนดูรู้สึกว่าเราทิ้งเขา Forum เองก็จะช่วยเชื่อมคนดูกับตัวงานในอีกมุมหนึ่ง ให้ความเข้าใจงานแสดง อีกทั้งในครั้งนี้ทุกๆ การแสดงจะมี Post-show talk ที่เปิดโอกาสให้คนดูถามคำถามที่ตัวเองสงสัยเกี่ยวกับงานกับศิลปินโดยตรง

 

BICT Fest ต่างจากเทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนอื่นอย่างไร?

ไม่คิดว่าต่าง ในฐานะเทศกาลเราพยายามทำงานในหน้าที่ที่เทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนควร จะทำ แต่แน่นอนว่าเราพยายามจัดเทศกาลให้สื่อสารกับผู้ชมในบริบททางสังคมนี้ เราพยายามนำเสนอสิ่งที่พื้นที่นี้ต้องการ ในเชิงแนวคิดและเจตนารมณ์เบื้องต้นไม่ได้ต่างอะไรจากเทศกาลในประเทศอื่นๆ กรุงเทพฯ อาจมีอิเว้นท์แบบนี้น้อย ในขณะที่จริงๆ แล้วผู้คนต้องการสิ่งเหล่านี้มากขึ้น อาทิเช่น กลุ่มพ่อแม่รุ่นใหม่ หรือเด็กๆ รุ่นใหม่ เราก็เลยพยายามนำเสนอเทศกาลนี้

ปัจจุบันเราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันผ่านวัตถุเยอะมากพอแล้ว มันน่าจะดีถ้าในขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันผ่านศิลปะและวัฒนธรรมด้วย

————————————————

[1] การคำนึงกลุ่มคนที่อาจถูกกีดกันหรือไม่ได้รับโอกาส เช่น คนพิการ คนที่มีความต้องการพิเศษ และคนกลุ่มน้อยที่ถูกจำแนกโดยบรรทัดฐานของเพศหรือเชื้อชาติ

[2] กลุ่มละครพระจันทร์พเนจร ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2542 โดยมณฑาทิพย์ สุขโสภา ในจังหวัดเชียงใหม่ ผลิตสื่อทางเลือกและทำงานเกี่ยวกับหุ่นเงาร่วมสมัยภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับการศึกษาและความหลากหลายของมนุษย์

[3] นักบำบัดด้วยการละคร เธอทำงานแบบสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มเด็กออทิสติก และกลุ่มคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติทางการเรียนรู้รวมถึงกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากว่า 30 ปี

[4] กลุ่มละครมะขามป้อมก่อตั้งขึ้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.2523 ใช้สื่อการละครเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนในฐานะเป็นสื่อกลางเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาชาวบ้าน

[5] ชื่อทางการ : International Theater Festival OKINAWA for Young Audiences, เทศกาลการแสดงสำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว ในโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1994