BICT Fest 2018

Interviewee – ADJJIMA NA PATALUNG
Interviewer & Editor – TANANOP KANJANAWUTISIT

Adjjima Na Pattalung / อัจจิมา ณ พัทลุง : Festival Director of BICT Fest

How has the festival journeyed and grown since the first edition in 2016?

We try to create connections between them. If the first festival is considered the beginning, then the second one is a growth from that point. The first festival focused on urging new perspectives on the quality and standard of artistic works for children to challenge the conventional views that people had. We also introduced the idea of inclusivity[1] into the programme, because we aim to create a festival for everyone. This idea was introduced during the first festival by staging Yellow O by The Wandering Moon[2], which was originally devised with children with autism and hearing difficulties. We also invited Dr. Sue Jennings[3] to lead a workshop and speak about her work with children with learning disabilities, another activity that reinforced the inclusive idea within the festival programming. This year, we would like to continue and develop this area of work even further. For the performances, we have programmed two productions that explore the idea of inclusivity. I must note that the festival this year does not only intend to showcase works that can communicate with everyone within the range of diversity, but we also hope to create a common understanding that every person regardless of background or history, has a potential and ability, especially those judged by the social norms as not-abled or incapable only because their bodies or thinking process are different. This idea is expressed in two productions: The first, 4 Go Wild in Wellies by Indepen-dance 4 from Scotland, consists of four professional dancers; two with down syndrome. They have performed this wonderful show in several countries in Europe and it was very well received. The second is by kabinet k from Belgium. The company uniquely works with young children and professional dancers to devise contemporary dance performances of high standards. The quality of the work is as high as those expected from an all adult ensemble. This production shows that children, too, have the potential to create work that can equal or surpass those standards of adult professionals. These two companies and their works inspire the way we reflect on ourselves, and raise question about our perspectives of ourselves and toward others in societies. Through these works, we recognize abilities and potentialities in people, no matter what age or background. This is a big step forward for us this year with our attempt to make BICT Fest more inclusive. And of course, we will continue to walk in this direction, no matter what form it may take.

การเดินทางจากเทศกาลครั้งแรกมาถึงครั้งนี้ทั้งในแง่ของทิศทางและการเติบโตเป็นอย่างไร?

เราพยายามที่จะทำให้มันเชื่อมโยงกัน ถ้ามองว่าครั้งแรกมันเป็นการเริ่มต้น ในครั้งที่สองนี้ก็คือการเติบโตขึ้นจากจุดนั้น อย่างในปีแรกเราเน้นในเรื่องของการผลักดันให้เกิดมุมมองใหม่ในแง่ของคุณภาพและมาตรฐานของงานสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อเปลี่ยนความคิดเดิมที่คนมีอยู่ และเราตั้งใจแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่อง Inclusivity[1] เพราะเรามีความตั้งใจพื้นฐานที่อยากจะให้เทศกาลนี้เป็นเทศกาลสำหรับทุกคน เราตั้งต้นไอเดียนี้ตั้งแต่เทศกาลครั้งแรกโดยการนำงาน “ตัวโอสีเหลือง” ของกลุ่ม The Wandering Moon[2] ที่มีกระบวนการสร้างงานร่วมกับเด็กที่มีภาวะออทิสซึม และเด็กที่มีปัญหาด้านการฟังมาจัดแสดง นอกจากนั้นเราได้เชิญ Dr. Sue Jenings[3] มา workshop และบรรยายถึงงานที่เขาทำเกี่ยวกับกลุ่มเด็กพิเศษที่มีปัญหาทางด้านการเรียนรู้ นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับไอเดียนี้ พอมาถึงเทศกาลครั้งนี้เราก็เลยอยากทำให้ไอเดียเรื่อง inclusivity นี้มันเติบโตขึ้นกว่าเดิม โดยการเชิญงานที่สะท้อนประเด็นนี้ มาแสดง 2 งาน ต้องบอกก่อนว่าขอบเขตของเรื่อง Inclusivity ในเทศกาลครั้งนี้ เราไม่ได้มองแค่การนำงานที่สื่อสารได้กับทุกๆ คน ทุกๆ ความหลากหลายเท่านั้น แต่เราเริ่งเข้าสู่การทำความเข้าใจว่า คนที่มีพื้นฐานที่แตกต่างสามารถมีศักยภาพและความสามารถได้เท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สังคมอาจคิดหรือตัดสินไปแล้วว่าเขาไม่น่าจะทำได้เพียงเพราะเขามีร่างกายหรือระบบคิดที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งมีการแสดงสองงานที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ อย่างงาน 4 Go Wild in Wellies ของกลุ่ม Indepen-dance 4 จาก Scotland มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อีกงานหนึ่งเป็นงานเต้นร่วมสมัยของ  kabinet k  จาก Belgium ที่เป็นการทำงานร่วมกับเด็กเล็กในการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงมาก ไม่ต่างจากการทำงานของผู้ใหญ่ มันทำให้เห็นได้ว่าเด็กก็มีศักยภาพที่จะทำงานในมาตรฐานที่เทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่มีคุณค่าในสังคมเรา และเปิดมุมมองในการรับรู้ถึงความเป็นไปได้ในศักยภาพของตัวบุคคล คนที่อยู่ในสถานะที่แตกต่างกันออกไปในทุกรูปแบบ คิดว่าเทศกาลปีนี้เราชัดเจนและเน้นในเรื่อง Inclusivity มากขึ้น และแน่นอนว่าในครั้งต่อๆ ไปเราก็จะยังคงก้าวไปในทิศทางนี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม

Why is inclusivity in theatre for children and youth necessary in the context of Thailand?

Firstly, because children have vast capacity for perception. Bringing this kind of inclusive work to Thailand could make us look back at the current conditions of the society in Thailand’s context. There are already some works for adults that address this issue, but wouldn’t it be great if we can be aware of it from a very young age, when children are still yet to be mentally framed by social norms and things around them?

We would also like to propose an alternative perspective that children’s theatre no longer has to talk only about simple issues or to be first digested through adults’ thinking process before being delivered as a simplified moral lesson. Besides, our target groups are not limited to just children. Our target also includes families. Therefore, all the productions that we present have to be able to generate the perceptual process in children as well as adults. This is indeed our objective. We are offering new choices for them.

I believe that when these elements can be addressed in works for children, it will also be a step forward when creating works for adults. Thailand’s context and ecology limit the way we perceive theatre as an art form. BICT Fest hopes to expand the perspective of contemporary theatre, by generating diversity and alternatives in productions that we present for the young audiences, and their accompanying adults, who will sharing the experience with them. We hope that as a result, they may also naturally grow interests and start to perceive the value of theater in Thailand.

ทำไมไอเดียของ Inclusivity ในงานละครสำหรับเด็กและเยาวชนจึงจำเป็นสำหรับบริบทของสังคมไทย?

การนำงานแบบนี้เข้ามามันจะสะท้อนสภาวะและสภาพสังคมในบริบทไทย ที่จริงมีงานสำหรับผู้ใหญ่ที่พูดถึง ประเด็นเหล่านี้ เบื้องต้น เป็นเพราะวัยเด็กมีพื้นที่ที่เปิดกว้างในการรับรู้และการยอมรับ เป็นช่วงวัยที่เริ่มได้รับการขัดเกลาทางความคิดจากบรรทัดฐานทางสังคม ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่มากับเด็กก็จะมีโอกาสในการรับรู้ร่วมกัน คิดว่ามันคงดีถ้าเราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่เด็ก คนอาจจะคิดว่าเร็วเกินไปสำหรับเด็กที่จะรับรู้ แต่มันมีงานแสดงที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ และเราแค่อยากให้เห็นมุมมองในงานเด็กที่เปลี่ยนไป คืองานเด็กไม่จำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องง่ายๆ เท่านั้น หรือเรื่องที่ย่อยผ่านกระบวนการคิดของผู้ใหญ่มาจนหมด และจบท้ายด้วย “…นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…” อีกแล้ว นอกจากนั้นกลุ่มเป้าหมายเราก็ไม่ใช่แค่เด็ก กลุ่มเป้าหมายเราคือ “ครอบครัว” เพราะฉะนั้นงานเด็กที่เราเลือกเข้ามาทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องเป็นงานผู้ใหญ่ดูได้ด้วย นั่นคือจุดประสงค์เลย เราพยายามสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับคนดู เราเชื่อว่าถ้ามันสามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านงานสำหรับเด็กแล้ว มันก็อาจจะสร้างมุมมองและทางเลือกใหม่ในการเสพงานสำหรับผู้ใหญ่ เพราะด้วยบริบทและระบบนิเวศของเมืองไทย ทำให้เรามีมุมมองที่ค่อนข้างจำกัดเหมือนกันในเชิงการละคร BICT Fest จึงมีจุดประสงค์ที่จะขยายขอบเขตของโปรแกรมในมุมที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดงานที่มีความหลากหลายสำหรับคนดู เรามีจุดเริ่มต้นจากงานสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อผู้ปกครองได้เข้ามามีประสบการณ์กับงานแสดงร่วมกับลูก เกิดการสร้างความสนใจร่วมกัน และอาจจะทำให้เห็นคุณค่าของงานละครในประเทศไทยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ

Why theatre?

We believe in the potential of theatre because we believe in its live elements. When the audience or family members spend a period of time in the same space, they are indeed sharing the experience with one another in all dimensions – through external senses like hearing, seeing, or touching, as well as internal ones like thinking and feeling. We want to create a journey of shared experience among family members – not just children but also parents and other adults in the family. When watching a performance, it is like we are being in the moment. Things happen right then and there, and will never ever happen again in exactly the same way. What happens to a person during a performance can be entirely different from another. A performance is a period of time where humans have an opportunity to connect – amongst audience members or between the audience and the performers. Theatre yields a different kind of experience than other art forms, but of course, it is the ultimate. We just want to start working with what we know best. We are opening platforms for cross-disciplinary collaborations in the future.

ทำไมต้องเป็นละคร?

เราเชื่อในศักยภาพของศาสตร์การละครเพราะว่าเราเชื่อใน “องค์ประกอบที่มีชีวิต (live element)” ของมัน การที่คนดูหรือครอบครัวจะได้ใช้เวลาในการอยู่ร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่าได้รับประสบการณ์ในทุกมิติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสภายนอกอย่างการฟัง การดู หรือการสัมผัส และแน่นอนว่าประสาทสัมผัสภายใน ทั้งในเรื่องของความคิดและความรู้สึกก็เช่นกัน นี่คือองค์ประกอบที่มีชีวิตของการละคร เราอยากสร้างการเดินทางหรือประสบการณ์ร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว ไม่ใช่ให้แค่ลูก แต่เราคำนึงถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านด้วย

live element ที่พูดถึงคือ การดูละครเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ตอนนั้น และจะไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้เหมือนเดิมเปี๊ยบ เพราะละครเป็นการแสดงสด สิ่งที่แต่ละคนดูได้รับและสัมผัสในแต่ละรอบการแสดงก็จะต่างกันไป มันเป็นการสร้างช่วงเวลาเชื่อมโยงกันระหว่างคนดูด้วยกันเองในขณะที่ดู และกับนักแสดงบนเวที คิดว่าสิ่งนี้มันให้ประสบการณ์ต่างจากศาสตร์อื่น แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้คิดว่าละครนี่เป็นที่สุด เราคนละครก็แค่อยากเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารู้จักดี เรายังเปิดพื้นที่ที่จะทำงานร่วมมือกันกับคนทำงานศิลปะแขนงอื่นๆ เพื่อให้เกิดการทำงานกับเด็กในรูปแบบอื่นเพิ่มมากขึ้น

Has BICT Fest affected the theatre scene in Thailand? If so, how?

To be honest, the theatre scene in Thailand has a lot of space to develop. We have artists with great potentials but without a lot of opportunities for exchange. Bringing productions from abroad allow for an exchange between Thai and foreign artists, especially those making theatre for children. In the West, for example, theatre for children has long been supported by the state, enabling it to develop to its current strength. It is a great opportunity for Thai artists to interact with artists from abroad, be it through conversations or watching the productions. This can inspire them or generate an interest in this area. As an artist, working with children is a valuable training because creating for children is not easy. In the festival, we open spaces for foreign artists to share their skills and for Thai artists to join, exchange, and train. Although we are a festival for children’s theatre and targeting family audences, it is necessary to have platforms for artist’s development in this context. Even if, in the end, the artists don’t apply the skills to creating works for young audiences, they can still use the knowledge to enhance their own skills as theatre makers. Whether you create theatre for adults or for children, skills are necessary. There should be no difference in quality, content, artistry, or methodology. All these are important in any case. This is what we want to share.

BICT Fest มีผลต่อวงการละครในประเทศไทยไหม อย่างไร?

ถ้าพูดตรงๆ วงการละครในประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก เรามีศิลปินที่มีศักยภาพแต่ได้รับการแลกเปลี่ยนน้อย ซึ่งการแลกเปลี่ยนเป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้และความสามารถ การเอางานจากต่างประเทศเข้ามาจะช่วยสร้างพื้นที่ให้ศิลปินในเมืองไทยได้แลกเปลี่ยนกับศิลปินต่างประเทศโดยเฉพาะในแง่ของศิลปะการละครสำหรับเด็ก ในประเทศโลกตะวันตก เป็นต้น การละครสำหรับเด็กได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมานานทำให้เกิดการพัฒนาจนตัวงานของเขามีความแข็งแรง เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ศิลปินไทยจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับศิลปินจากต่างประเทศ ทั้งจากการพบปะพูดคุยหรือการได้ดูงาน สิ่งนี้อาจจะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและเพิ่มความสนใจการทำงานสำหรับเด็ก ในฐานะศิลปินการทำงานเพื่อเด็กเป็นการฝึกฝนที่มีคุณค่า เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายฯ ในตัวเทศกาลเองเราเปิดพื้นที่ให้ศิลปินจากต่างประเทศที่มาร่วมแสดงได้แชร์ความรู้และความสามารถของเขา และให้พื้นที่สำหรับศิลปินไทยได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนและฝึกฝนทักษะ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเทศกาลละครสำหรับเด็กที่มีกลุ่มเป็าหมายเป็นครอบครัว แต่เราคำนึงถึงความเป็นจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ให้กับการพัฒนาศิลปินในบริบทนี้ไปด้วยพร้อมๆ กัน ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วทางศิลปินจะไม่ได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับการสร้างละครสำหรับเด็ก แต่อย่างน้อยก็สามารถนำไปใช้ส่งเสริมการสร้างงานของตัวเองในฐานะคนทำละคร ไม่ว่าจะทำละครเพื่อเด็กหรือทำละครเพื่อผู้ใหญ่ก็ต้องการทักษะเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันในตัวงาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่กระบวนการสร้างสรรค์ คุณภาพ เนื้อหา มุมมองทางศิลปะ หรือ วิถีปฏิบัติ ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น นี่เป็นสิ่งที่เราอยากจะแชร์

So BICT Fest does not focus only on children?

That’s right. On the other hand, we run BICT Fest so that it becomes another drive force for the development of the professional theatre in Thailand. The festival itself is a platform for artists to train, and we (BICT Fest Team) ourselves are learning by doing it. Bringing these international works here is a way to develop the variety of human resources that our country has.

แสดงว่าตัว BICT Fest เองก็ไม่ได้โฟกัสที่ เด็กอย่างเดียว?

ใช่ ในอีกมุมหนึ่งเราทำเทศกาลเพื่อเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการกระตุ้นการพัฒนาการละครในประเทศไทย เพราะในมุมหนึ่งตัวเทศกาลมันก็เป็นพื้นที่ให้ศิลปินเพื่อฝึกฝน และทางทีมงานเองเราก็เรียนรู้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการนำสิ่งเหล่านี้เข้ามามันก็เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ประเทศที่เรามีอยู่ไปพร้อมๆ กัน

How can these resources continue their development when the festival only takes place biannually?

Whatever happens during the time outside of the festival depends on the individuals. What we offer is opening the platform for training and skill development. In the end, it’s all in their hands and we do not wish to control anything. However, between each festival we create some projects to maintain continuity. Between the first and this year’s festivals, we offered some workshops for children and families to participate, and invited Thai artists, some of whom never worked with children before, to try-out working with children. We created this space for our artists to use their skills and whatever available resources they already have to share with the festival’s target groups of audiences, who also wish to learn and develop themselves in this area. I think, in some level, there is a shift, and the scene for theatre for young audiences in Thailand seems more active with incurring new creations by new generation of theatre makers. Artists are beginning to think about what creating for children might be because they see that there is a platform for this kind of work. This is another role of the festival – to create a space in the context of theatre for young audiences.

แล้วทรัพยากรที่กำลังพัฒนาอยู่นี้มันจะเกิดความต่อเนื่องอย่างไรเพราะเทศกาลเองเกิดขึ้น 2 ปีครั้ง?

คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาของเทศกาลมันก็คงอยู่กับตัวของแต่ละคนที่มาร่วมประสบการณ์ เราแค่เปิดพื้นที่ในการรับรู้ สุดท้ายมันเป็นสว่นของแต่ละบุคคล เราจะไม่สามารถไปควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะนำเอาสิ่งที่ได้ไปใช้อย่างไรในงานของเขาต่อไป แต่ถ้าพูดในแง่ของตัวเทศกาลเอง เราสร้างโปรเจ็คเพื่อทำให้เกิดความต่อเนื่องในระหว่างช่วงเว้นปีของเทศกาล อย่างระหว่างเทศกาลครั้งที่แล้วกับครั้งนี้ (ในปี 2560) เราจัด creative workshop ให้กับเด็กและครอบครัว และเชิญศิลปินไทยมาทดลองการทำงานร่วมกับเด็ก ซึ่งศิลปินบางคนที่สนใจมาร่วมสอนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับเด็กมาก่อนเลยก็มี แต่เราเปิดรับและสร้างพื้นที่ให้ทรัพยากรศิลปินที่เรามีอยู่และที่มีความต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในสายงานนี้ ได้ทดลองและใช้ความสามารถของตัวเองในการทำงานร่วมกับกลุ่มคนดูของเทศกาล ซึ่งเราว่ามันก็เห็นผลบ้างนะ มีความรู้สึกว่าในประเทศไทยก็มีงานเด็กเยอะขึ้น ศิลปินเริ่มมีความคิดจะสร้างงานเพื่อเด็กมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มเห็นว่ามันมีพื้นที่ในการนำเสนองาน ส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่หนึ่งของเทศกาลที่ต้องสร้างพื้นที่และบริบทให้กับงานละครสำหรับเด็ก

Or is it just a trend?

It’s not wrong that it’s a trend. We have to create trends. However, we can only wait and see what comes after. Right now, BICT Fest can only do this much. With limited funding support, we have to fight hard to be able to realize the festival which presenting productions from overseas, offering creative activities, raising awareness and initiating platforms, and trying to maintain continuity. When the support becomes stronger and there are more resources, we can definitely do more.

หรือมันอาจเป็นแค่ Trend?

มันไม่ได้ผิดที่มันจะเป็น Trend เราต้องสร้าง Trend แล้วมันจะเป็นยังไงต่อเราคงทำได้แค่เฝ้าดู BICT Fest ณ ตอนนี้เรามีศักยภาพในการทำงานเท่านี้ ขณะนี้เรายังได้รับการสนับสนุนไม่มากพอ เราต้องสู้มากแล้วเพื่อที่จะจัดโปรแกรมการแสดงจากต่างประเทศและกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงมัน สร้างพื้นที่ตั้งต้น และพยายามทำให้เกิดความต่อเนื่อง เมื่อไรที่มีแรงสนับสนุนที่มากขึ้นและมีทรัพยากรที่มากขึ้นเราจะทำได้มากกว่านี้ขึ้นไปอีก

Let’s talk about the works selected for this year’s festival. I’ve heard that this time there will be a collaborative production between Thai and foreign artists, which is something new for the festival. Where did this idea come from?

From simply the fact that we wanted such an exchange to happen. Previously, the exchanges took place in workshops, and these were skill-based. But this time, it will be an exchange through the process of working towards a presentation. The artist from overseas who will lead a workshop performance is kabinet k from Belgium. They create contemporary dance performances with a very unique process. In their work, audiences witness how space was created for performers; professional adult dancers and very young children, most of whom without prior dance training, to thrive together onstage as a strong ensemble. As professionally as they perform on stage in kabinet k’s work, they are as they are, as children, raw, and with youthful spirits. I am interested in kabinet k’s creative process. Also, the fact that the contemporary dance scene is still small here in Thailand, I would like to spotlight the existing talented dancers we have by encouraging them to be part of this collaboration with kabinet k. The collaboration will generate dialogues between artists within the framework of the creating process. It is more than just learning and skills exchange. There is also another layer, which is the collaboration with the children, most of whom are Thai, and have applied to be part of the project. Having talked with kabinet k, I am very impressed by their working ethos, that intrigued that the adults and children work together with trust and are treated as equal members of the ensemble. The original, horses production, has been touring extensively. The performance has a strong and wonderful concept and structure. Belgian artists will use these elements for the workshop in Thailand with a new set of performers, setting, and context to realize a small-scaled Thai recreation of horses as a framework. It’s not just about just seeing abilities or potentials on stage that is interesting in this process, but also the uniqueness of each individual and how the concept of the work is made specific to this new context, and truly born out of this new setting. At least, it will show that, no matter what age, everyone has the right and potential to be an artist- be it a theatre maker or a dancer. And within this exchange, kabinet k themselves will experience working in a different cultural context. They’re not here only to give, but they can also take away something.

เรากลับมาพูดถึงงานที่เลือกมาในเทศกาลครั้งนี้บ้าง ได้ยินว่าที่แตกต่างจากปีที่แล้ว คือมีงานที่จะเกิดจากการร่วมมือกันของศิลปินต่างชาติและศิลปินไทยด้วย ไอเดียนี้มันมาจากไหน?

มาจากความคิดที่อยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้นั่นแหล่ะ ที่ผ่านมาการแลกเปลี่ยนมันเกิดขึ้นผ่านกระบวนการ workshop เป็นการแลกเปลี่ยนทักษะความรู้ แต่ครั้งนี้มันจะเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านกระบวนการการทำงาน ซึ่งศิลปินจากต่างชาติที่จะมาร่วมมือกันในโปรเจ็คนี้ก็คือ kabinet k จาก Belgium ที่พูดถึงไปแล้วเบื้องต้น เป็นกลุ่มศิลปินที่สร้างงาน Comtemporary Dance เขามีกระบวนการการทำงานที่น่าสนใจมาก แค่จากการดูงานของเขาก็จะเห็นได้ว่า เขาสามารถสร้างพื้นที่ในการทำงานกับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานหรือทักษะในการเต้น ให้สร้างสรรค์งานคุณภาพร่วมกับผู้ใหญ่ ที่เป็นนักเต้นมืออาชีพได้ เราเห็นศักยภาพของเด็กๆ ทุกคนที่จะเรียกว่าเป็นนักเต้นอาชีพก็เรียกได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังเห็นความเป็นเด็กของแต่ละคนที่ไม่ได้หายไปหรือถูกกดทับ เลยสนใจกระบวนการของเขา แล้วในเมืองไทยเรามี Contemporary Dance อยู่น้อย เราเลยอยากให้นักเต้นที่มีความสามารถและมีคุณภาพในเมืองไทยได้มาร่วมงานกับเขา กระบวนการทำงานร่วมกันนี้ มันจะทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปินที่อยู่ในขอบเขตของการสร้างงาน มากกว่าเป็นแค่การเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนกันในเชิงทักษะ และในอีกมุมหนึ่งที่พิเศษก็คือ การสร้างงานร่วมกับเด็กนั่นเอง ซึ่งในโปรเจ็คนี้ เป็นเด็กไทย ที่ได้สมัครเข้ามาร่วม workshop performance นี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือกระบวนการของศิลปินกลุ่มนี้ที่ให้ความเสมอภาคแก่เด็กและผู้ใหญ่ในการสร้างงาน มันไม่ใช่การนำเด็กมาเข้าร่วมเพื่อใช้ในการสร้างงาน ถึงแม้ว่าการแสดง horses ชิ้นดั้งเดิม จะเป็นงานที่ได้จัดแสดงและทัวร์มาแล้วหลายประเทศ จะมีโครงสร้างและไอเดียที่ทำมาเสร็จแล้วและแข็งแรงอยู่แล้ว แต่การมาทำกระบวนการสร้างผ่านการ workshop กับศิลปินและเด็กไทย ก็เป็นการสร้างงานกับนักแสดงคนละชุด ในพื้นที่ใหม่ และบริบทใหม่ ความน่าสนใจอีกขั่นหนึ่งคือกระบวนการ workshop ด้วยไอเดียและโครงสร้าง ของ horses ชิ้นดั้งเดิมที่ kabinet k จะดึงมาใช้ร่วมกับนักแสดงชุดใหม่ในการสร้าง Small-scaled Thai recreation of horses

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถหรือศักยภาพ แต่เป็นความเฉพาะในตัวบุคคลแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ทำให้เห็นการสร้างงานที่เชื่อมต่อกับบริบทที่เปลี่ยนไป อย่างน้อยงานนี้ ก็จะทำให้เห็นว่า ไม่ว่าคนอายุเท่าไรก็มีสิทธิ์และศักยภาพมากพอที่เขาจะเป็นศิลปิน ไม่ว่าจะในฐานะ คนสร้างละคร หรือนักเต้น และแน่นอนว่าในการแลกเปลี่ยนนี้ทางตัวศิลปินจาก kabinet k เอง เขาก็ได้เรียนรู้จากการทำงานในพื้นที่ที่มีบริบททางวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน งานนี้ไม่ใช่ว่าทางเขาเอามาให้อย่างเดียว แต่เขาก็ได้รับบางอย่างกลับไป

There will also be “French Focus” this year which highlights New Circus performances. Why New Circus?

I feel that circus, traditional or new is a performance that is easily accessed and can be enjoyed by children and adults. This is in line with BICT Fest’s objective: to create a festival for everyone. We don’t usually see the new circus performances in festivals for young audiences and there are several festivals particularly focused on circus arts only. The new circus are usually not created exclusively for children or adults, yet there is something about this genre that audiences of all ages and gender can easily relate to. New circus could also work well in Thailand, where there is not many family-oriented performances. Moreover, our festival is a contemporary platform. This is not to say that we don’t welcome traditional works, but since the contemporary art in Thailand is not adequately supported by the state for its development, the presentation of the French new circus can very well make a statement about how important governmental support is to the development of the arts and culture of a country. France is where the new circus was born. When we talk about circus, many people will have images of animals, acrobats or juggling acts. The new circus itself was developed and emerged from the old traditions. Theater, dance, and other contemporary art forms are now incorporated in the creative process of a new circus. To this day, there is still traditional circus in France, but the new circus is creating a new identity for the country in the contemporary art world. There is a journey for which a new genre is developed and born out of the old. And of course, such evolution is possible partly because there is a sufficient support from a government, which acknowledges the significant of the contemporary art within the cultural landscape of a country. It is about moving forward with the present time. With support of the French embassy and Institut français, we are able to bring two French new circus works, Flaque and Sarabande, and present a French Focus this year. In fact, there are some practioners working with circus arts in Thailand. This year, we collaborated with Makhampom Theatre Group[4] who used circus skills to work with children from ethnic minority community in Chiang Dao. We see this as a great opportunity for us to arrange a meeting and set up an opportunity for an exchange between artists from France, and this youth group, which already has an interest and some basic skills in the art form. This is another way to disseminate knowledge and opportunities for exchange in other parts of Thailand beyond Bangkok.

เข้าใจว่าปีนี้จะมี French Focus ที่เน้นงานประเภท New Circus ทำไมต้องเป็นงานประเภทนี้ ?

เรารู้สึกว่า circus มันเป็นศาสตร์การแสดงที่เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าคนดูจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงและรู้สึกสนุกไปกับมันได้ ตรงกับจุดประสงค์ของ BICT Fest ที่อยากให้การแสดงที่เลือกมาทำงานกับกลุ่มครอบครัว โดยปกติงานประเภทนี้จะไม่ค่อยถูกเลือกมาในเทศกาลสำหรับเด็กและเยาวชน มักจะมีเทศกาลที่รองรับงาน circus โดยเฉพาะ อาจจะเป็นเพราะว่ากระบวนการสร้างงาน circus ไม่ได้เจาะจงกลุ่มคนดูเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่โดยเฉพาะ แต่ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของงานที่สร้างความสัมพันธ์กับคนดูได้ทุกเพศทุกวัยโดยอัตโนมัติ ทำให้เราเห็นว่ามันเข้าถึงคนดูทุกคนในครอบครัว เรารู้สึกว่างาน circus เหมาะกับบริบทบ้านเรา ที่ไม่ค่อยมีงานสำหรับครอบครัวเท่าไร และด้วยตัวเทศกาลเราเองนั้นก็เป็นพื้นที่ของงานร่วมสมัย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราปิดกั้นงานดั้งเดิม แต่ด้วยบริบทของงานสร้างสรรค์ในเมืองไทย ศิลปะร่วมสมัยต่างๆ ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนน้อยจากรัฐบาลให้เกิดการพัฒนาต่อไป การนำงาน French New Circus เข้ามา จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนของรัฐฯในการพัฒนาศิลปะได้อย่างชัดเจน ประเทศฝรั่งเศสถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ The New Circus ประเทศเขาก็มี Traditional Circus ที่เราอาจเห็นภาพในความคิดและความทรงจำของใครหลายๆ คนว่าเป็นการแสดงที่ใช้สัตว์ โชว์กายกรรม หรือ Juggling แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปีศิลปินรุ่นใหม่ก็พัฒนาศาสตร์นี้มาเรื่อยๆ และฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการผสมศาสตร์การละคร ศาสตร์การเต้น และศิลปะร่วมสมัยต่างๆ เข้ามาในกระบวนการสร้างงาน มันทำให้เห็นการเดินทางจากช่วงเวลาหนึ่งมาสู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนา ทุกวันนี้ในฝรั่งเศสก็ยังมี Traditional Circus อยู่ แต่ The New Circus ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ของประเทศในยุคสมัยนี้ที่เปลี่ยนไป และรัฐบาลก็เห็นความสำคัญ สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการมีมุมมองที่เป็นปัจจุบันและการมองไปยังอนาคต ครั้งนี้เพราะการสนับสนุนจากสถานฑูตฝรั่งเศส ทำให้เราสามารถนำงาน The French New Circus เข้ามาได้ถึง 2 งาน คือ  Flaque กับ  Sarabande

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุว่างานเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ แต่เราเห็นว่ามีพื้นที่สำหรับงาน The New Circus นี้ในเทศกาลและประเทศของเรา และจริงๆ ในเมืองไทยเอง ก็มีศิลปินหรือกลุ่มคนที่ทำงาน Circus อยู่ ในครั้งนี้ที่เราร่วมงานกับกลุ่มละครมะขามป้อม[4] ที่เป็นคณะละครที่เคยใช้ทักษะ circus เข้าไปทำงานร่วมกับเด็กในชุมชนดาลาอัง ที่เชียงดาว เราจึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะจัดให้เกิดการพบปะและแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างศิลปินจากฝรั่งเศสและเด็กกลุ่มนี้ ที่สนใจและได้เรียนรู้ทักษะ circus มาแล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่เราอยากให้เกิดการกระจายองค์ความรู้ ไปสู่พื้นที่อื่นออกไปจากกรุงเทพฯ

Why is it necessary to disseminate opportunities outside Bangkok?

We first create BICT Fest with the Bangkok population in mind. As locals, we wanted to start from what we knew best. Yet at the same time, we also see that the focus is only at the centre for both economic and educational development. Looking at works we see in the theatre, or, more specifically, works for young audiences, we usually see performances that are created for entertainment or for artistic expressions. However, there are many practitioners, some have been making theatre long before me, who use theatre to work with and for people and children in other communities outside Bangkok. Most of these works, if I may call, are theatre for social change or for education. These types of works are very prominent in a third world country like ours, where citizens still don’t receive equal opportunities for education. BICT Fest is trying to support and create visibility for these areas of work, with the hope that this can create a balance between art and education, as well as supporting theatre artists no matter what context they’re working in. We hope to create more projects in collaboration with artist communities working outside of Bangkok in the future.

ทำไมการกระจายสิ่งต่างๆ ออกจากกรุงเทพถึงสำคัญ?

คือเราเริ่มทำ BICT Fest เพราะว่าคนกรุงเทพ เราเริ่มจากพื้นที่ที่เรารู้จักดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าสังคมและระบบต่างๆ จะมีการพัฒนาแต่ที่จุดศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือระบบเศรษฐกิจ ถ้ามองจากมุมมองที่ใกล้ตัวเราที่สุดคือ การละครหรือการทำงานละครสำหรับเด็ก ถ้าในบริบทของการทำละครเพื่อแสดงในโรงละคร มันก็จะทำงานรูปแบบหนึ่ง เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อพัฒนากระบวนการทางศิลปะ แต่เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่ทำงานมาก่อนหน้าเราเยอะ ที่ใช้กระบวนการละครเข้ามาทำงานกับกลุ่มคน หรือกลุ่มเด็กในพื้นที่ และชุมชนต่างๆ ที่ออกไปนอกกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือละครเพื่อการศึกษา ในประเทศโลกที่สามอย่างเรา ประชากรยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เราในฐานะ BICT Fest พยายามที่จะทำให้งานที่คนกลุ่มนี้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และสร้างสมดุลระหว่างศิลปะและการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนศิลปินที่ทำงานละครไม่ว่าจะในบริบทไหนก็ตาม ด้วยความตั้งใจให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลง

Let’s talk about works from Thailand in the festival. Why The Rice Child by Crescent Moon Theatre and Star Wars by Babymime?

Although we started with the idea to generate opportunities for learning and exchange with artists from other cultures since it is indispensible nowaways, it is equally as important that the festival nurtures works by Thai artists who are already creating for children and families. They will be part of a platform for international exchange. These two companies have been creating works for children for a long time, and these two selected performances fit well within the festival’s programming. The Rice Child is a story about children from a minority group, who look for their place in a society. This issue is being addressed globally today. Also, this touching performance is a combination of various art forms; rod puppet, shadow puppet, sand drawing, and digital media. As for Babymime, they are a group of mime artists who have been working continuously for years to create works for both adults and children. Star Wars is a very interesting piece as it has a nice balance between comedy and drama, talking about a family conflict through the eyes of an autistic child. In this festival, Babymime will also get to meet their fellow comic mime artists Gabez from Japan, whose strength is in impressive dance and movement skills. I think this is a mutual benefit between the two companies as they can see each other’s works and explore possibilities. It is always interesting to see how artists applied their skills and perform in different spaces, perspectives, and context.

จากตรงนี้เรามาพูดถึงงานจากไทยที่เลือกเข้ามาในเทศกาลครั้งนี้บ้าง ทำไมต้องเป็น Rice Child ของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว และ Star Wars จาก Babymime?

ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มทำเทศกาลจากความตั้งใจให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรื่องราวจากวัฒนธรรมอื่น เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับเทศกาลที่จะสนับสนุนงานของศิลปินไทย ที่ทำงานเพื่อเด็กและครอบครัวอยู่แล้วให้มีพื้นที่ที่จะแสดงและแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ ศิลปินสองกลุ่มที่เลือกมาในปีนี้ ทำงานเพื่อเด็กมานาน และงานสองชิ้นนี้ก็เป็นงานที่เหมาะกับแนวทางของเทศกาล เนื้อหาของ  Rice Child   เป็นเรื่องของเด็กจากชนกลุ่มน้อยที่พยายามหาพื้นที่ของตัวเองในสังคม เป็นประเด็นปัญหาที่พูดถึงกันทั่วโลกในปัจจุบัน และทั้งยังเป็นงานที่มีกระบวนการสร้างที่น่าสนใจเพราะรวบรวมองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์สาขา ไม่ว่าจะเป็น การเชิดหุ่นทั้งแบบหุ่นสายและหุ่นเงา การวาดทราย หรือการรวมสื่อดิจิทอลเข้ามาอยู่ในงาน ส่วน Babymime ก็เป็น กลุ่มศิลปินที่สร้างงานที่เข้าถึงได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ เป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานละครใบ้มาอย่างต่อเนื่อง และในประเด็นของการแสดง  Star Wars เองนั้น ก็พูดถึงประเด็นครอบครัวที่น่าสนใจผ่านมุมมองการเล่าของเด็กที่มีภาวะออทีซึม และ Babymime ได้สร้างสมดุลระหว่างความเป็น comedy และ drama ได้อย่างลงตัวในการแสดงนี้ ในเทศกาลครั้งนี้ กลุ่ม Babymime ก็จะมีโอกาสได้เจอกลุ่มศิลปินละครใบ้จากญี่ปุ่นคือ Gabez ซึ่งมีทักษะที่แข็งแรงมากๆทางด้านการเต้นและ acrobats เราก็เลยเห็นว่ามันส่งเสริมกันและกันในเชิงการที่ศิลปินได้พบปะและแลกเปลี่ยนจากมุมมองในสายงานเดียวกัน

Are there still works from Southeast Asian artists this year?

It’s our intention that every BICT Fest presents works from Southeast Asian countries because we’re interested in connecting with our neighbors. In fact, Thailand is an example that there isn’t much visibility for creative works for young people in this region, nor are there many existing artists creating work in this area. Therefore, this is another platform where a gathering can take place in order to find out how we can cultivate this area of work together. This year, we are bringing back Papermoon Puppet Theatre from Indonesia who performed their work-in-progress, The Old Man’s Book at the first BICT Fest. This year, they are performing a full production, Puno, a story of a child dealing with the death of her loved one.

แล้วในปีนี้จะยังมีงานจาก Southeast Asia อยู่ไหม?

เป็นความตั้งใจของ BICT Fest ที่ทุกปีจะต้องมีงานจากกลุ่มประเทศ Southeast Asia เพราะว่าเรามีความสนใจในประเทศเพื่อนบ้านของเรา งานสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคนี้ เหมือนในบ้านเรา ยังคงไม่ค่อยถูกมองเห็น หรือแม้กระทั่งคนสร้างสรรค์ก็ยังน้อย เทศกาลอยากจะเป็นพื้นที่หนึ่งที่จะทำให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อที่จะพัฒนางานสายนี้ไปด้วยกัน ครั้งนี้เราสานต่อกับกลุ่ม Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย ที่มาร่วมแสดงงานในเทศกาลครั้งที่แล้ว แต่ตอนนั้นงานที่นำเสนอ The Old Man’s Book ยังอยู่กระบวนการพัฒนา แต่ในปีนี้เขาจะนำงานที่เสร็จสมบูรณ์แบบแล้วมาแสดง Puno   เป็นละครหุ่นที่มีลักษณะเฉพาะ มีเนื้อหาเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ที่ต้องการเผชิญกับการจากไปของคนที่รัก

Is it so that the works presented in the festival require some basic understanding? How about children as little as 2-3 years old?

I wouldn’t say that a basic understanding is required. The shows are not difficult, but they just might not be the type of shows for children that we often see or used to see here. Anyway, each show has a recommended age suitability. This can also be considered a part of our inclusive work; to provide performances for everyone even very young children. Usually people don’t think that very small children are ready to go to the theatre, or that there isn’t any theatre created for them. We programmed a performance for babies in the first festival, and this time we tried to look for a one for todlers. We have programmed Primo from Germany. It’s a contemporary dance performance combined with installation art. The show is quite an unpredictable experience visually and emotionally. It takes the audience far beyond what meets the eye. It’s really a new idea for a performance that truly shifts perspectives about theatre for small children. What’s also interesting is that the show also works amazingly with adults. Bringing small children outside to a fresh new unfamiliar environment is beneficial to their development.

ดูเหมือนงานส่วนใหญ่จะค่อนข้างเรียกร้องพื้นฐานทางความเข้าใจบางอย่าง แล้วถ้าเด็กในวัยที่ยังเล็กมากๆ แบบประมาณ 2-3 ขวบล่ะ?

ไม่คิดว่าเราเรียกร้องความเข้าใจอะไร เพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานที่ดูยาก เพียงแค่อาจจะเป็นงานที่ยังไม่ค่อยมีการนำเสนอนักในบ้านเรา งานแต่ละงานก็มีการระบุความเหมาะสมในช่วงวัย แม้แต่วัยแบเบาะจริงๆแล้วตรงนี้อาจจะมองได้ว่าเป็นอีกส่วนที่เกี่ยวกับเรื่อง Inclusivity เพราะเราพยายามนำเสนองานให้แก่เด็กเล็กด้วย คนส่วนใหญ่จะไม่คิดว่าเด็กเล็กๆ พร้อมที่จะออกมาดูละคร หรือมีละครอะไรที่ทำเพื่อเขา เราคำนึงในเรื่องนี้ตั้งแต่เทศกาลปีที่แล้วเราเลยพยายามหางานสำหรับเด็กเล็กเข้ามาอีกครั้ง ในปีนี้ เรามีการแสดงชื่อ  Primo  จากประเทศเยอรมัน เป็นงานประเภท contemporary dance ผสม installation art ที่ให้ประสบกาณ์ที่เกินคาดมากๆ ทั้งในแง่ของสิ่งที่คนดูได้เห็นและความรู้สึกที่ได้รับ พาผู้ชมไปไกลเกินกว่าสิ่งที่รับรู้ เห็นการรวบรวมแนวคิดและมุมมองใหม่สำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะผ่านงานนี้ แต่ความน่าสนใจของงานก็คือ มันก็ทำงานกับคนดูผู้ใหญ่ด้วย การได้พาเด็กเล็กออกมาในพื้นที่ที่ต่างจากพื้นที่ที่เขาคุ้นเคย พาเขามาประสบพบเจอกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ มีผลดีต่อการเติบโตของเขา

The content and subject matters of the performances this year seem a bit heavy.

As mentioned, we want the festival and the performances presented this year to touch upon subject matters that are usually perceived as not child-friendly or appropriate for children. It was once commonly thought that young children lack the ability to form complex ideas. There are studies about children and their developmental process, emotional and thought, that demonstrate they are more receptive than we think and capable of handling complex issues. Children are often more receptive than we think they can be and this phenomenon can intrigue adults. Children are more open to new information as their thinking processes are being formed while they are growing up, and it is vital for them to be exposed to creativity. Often we can learn a lot from observing children and their behaviour. But of course, in each work presented at BICT, there is something to enjoy. Our intention is to push and challenge our audiences a little more through the curated shows and their subject matters, as well as the diversity of presentational styles. We want the works to take audiences beyond their expectations rather than being exactly what the audiences expect to see. I don’t believe that theatre only entertains. We believe that it is a space where people are stimulated and inspired to think and question rather just passively watch and forget. We hope that our programming creates diversity in perception, that it creates new experiences and provides new perspectives for both our adult and young audiences through watching works that may be unfamiliar to them or very close to their personal lives. This can help to open one’s worldview beyond our daily existence.

ทำไมเนื้อหาหรือประเด็นของงานในปีนี้มันดูมีความหนัก?

อย่างที่บอกไปเบื้องต้น เราพยายามที่ให้เทศกาลและงานที่เราเลือกมาในครั้งนี้มันพูดถึงประเด็นที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเด็กไม่ควรหรือยังไม่พร้อมที่จะรับรู้ อาจจะเป็นการท้าทายมุมมองใหม่ว่าเด็กแม้แต่ในวัยเล็กก็สามารถเปิดรับแนวคิดที่ซับซ้อนได้ และมีมุมมองกว้างเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วในบางครั้งเราในฐานะผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้จากพวกเขา แต่แน่นอนว่าถึงแม้ว่าจะมีเนื้อหาที่เข็มข้น งานแต่ละงานก็ดูได้สนุก ทั้งหมดนี้มันเกิดมาจากความตั้งใจที่จะผลักดันและท้าทายคนดูของเรามากขึ้นผ่านงานที่เลือกมา ทั้งในแง่ของประเด็น เรื่องราว และประเภทของงานที่หลากหลาย เราอยากให้เกินความคาดหมายของคนดู ให้มันเกินกว่าสิ่งที่เขาคาดหวังหรือคุ้นชิน อยากให้คนดูได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เราไม่เชื่อว่าการแสดงมันทำงานกับคนดูในแบบที่สร้างความสนุกสนานอย่างเดียว เราเชื่อว่างานควรสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนดูขบคิด การตั้งคำถามต่อ เราหวังว่าการแสดงที่เลือกมามันจะทำงานแบบนั้น ไม่ใช่แค่มาดู รับรู้ แล้วจบไป เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะเป็นตัวช่วยในการเปิดมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้นกว่าสิ่งที่เราประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน

How does the initial idea of the festival expand to other parts of the festival programme beyond the performances?

I previously participated in ricca ricca*festa[5] which is an international theatre festival for young audiences (TYA) in Okinawa, Japan. In the festival, a network of TYA professionals in East Asia and Southeast Asia was initiated. I had the opportunity to meet and exchange with many people with similar missions. This networking programme inspired me to continue what has already started there. At BICT Fest this year, we are hosting a meeting of TYA professionals from Southeast Asia (SEA TYA Meeting) in order to continue the research and explore the network of people working in this field further, including artists, programmers and producers. This will be done through sharing ideas and understanding of landscape to childhood and the arts for young people in the region. This is an opportunity to get to know about ongoing projects of the SEA artists we invited including their thoughts, to discuss about why there is still a lack of TYA work in this region, and what the future holds.

ไอเดียตั้งต้นของเทศกาลมันเติบโตและขยายไปสู่ส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการแสดงในเทศกาลอย่างไรบ้าง?

ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้ไป ricca ricca*festa[5] เป็นเทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนในโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายของคนที่ทำงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนในทวีปเอเชีย โดยผ่านการจัดการของทางเทศกาล ricca ricca *festa และ Japan Foundation Asia Centre ทำให้เรามีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่ทำงานในลักษณะเดียวกันมากมาย นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากสานต่อสิ่งนั้นมา ในเทศกาลครั้งนี้เราเลยจัดการประชุมและเชิญกลุ่มคนที่ทำงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนใน Southeast Asia มาเข้าร่วม เพราะต้องการที่จะค้นคว้าและศึกษาถึงเครือข่ายของกลุ่มคนที่ทำงานในส่วนนี้ ทั้งคนที่เป็น artist programmer และ producer เพื่อมาแชร์มุมมองที่เกี่ยวข้องกับการละครและงานสร้างสรรค์เพื่อเด็กที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้ ทั้งในแง่ของเนื้องานที่พวกเขากำลังทำอยู่และประสบการณ์ของเขาบนฐานของความพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมงานลักษณะนี้ในภูมิภาค Southeast Asia ยังมีการพัฒนาน้อย แล้วอนาคตของมันจะเป็นอย่างไร

What is the difference between children’s theatre in the West and our region?

In my view, having seen theatre works in various countires, it seems that in Southeast Asia, a lot of theatre works for young audiences function more as theatre for social changes and theatre in education and there has been less emphasis on artistic creation. In Europe, it seems that the social focus is developing alongside artistic. This is one aspect that could be discussed at the SEA TYA Meeting: why is it so? Could it be that artistic creation for young audiences is not as important in this region? If not, why so? I’m not saying it is better in Europe. It is not to be compared, because we exist in different contexts. The aim of the SEA TYA meeting is to find out the significance of TYA in the context of Southeast Asia and how it contributes to the society at large, and how it sustains into the future. Before we can discuss about the economic aspect of TYA, it’s important to know why its existence is needed. Having a discussion on an international platform may even lead to something beyond the issues around TYA, because this conversation will inevitably link to other contributing factors, such as culture, society, and political problems, which vary from one country to another in this region.

ความแตกต่างระหว่างงานละครเพื่อเด็กและเยาวชนในทวีปโลกตะวันตกและในภูมิภาคของเรา มันต่างกันอย่างไร?

ในมุมมองของเราจากการได้ไปเห็นงานจากที่ต่างๆมา เห็นว่างานละครเพื่อเด็กและเยาวชนใน Southeast Asia จะมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเพื่อการศึกษา แต่ในกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะยังมีน้อย ในยุโรปเขาพัฒนาสิ่งเหล่านี้ร่วมกันไป เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะมาถกร่วมกันในการประชุมเพื่อค้นหาว่า มันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่ากระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะเพื่อเด็กและเยาวชนอาจจะยังไม่เป็นโฟกัสในภูมิภาคนี้หรือเปล่า? แล้วถ้ามันยังไม่จำเป็น ทำไมถึงไม่จำเป็น? เราไม่ได้ต้องการบอกว่าการทำตามแบบยุโรปนั้นดีกว่า คงเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมันอยู่ในบริบทที่ต่างกัน ความตั้งใจของการจัดประชุมครั้งนี้นั้นเราต้องการหาว่างานสร้างสรรค์ เพื่อเด็กในบริบทของ Southeast Asia มีความสำคัญอย่างไร และทำงานกับสังคมอย่างไร และ ทำอย่างไรให้มันเกิดความต่อเนื่องอย่างแข็งแรงในอนาคต เรายังไม่ได้ต้องการพูดถึงมันในเชิงธุรกิจ เพราะก่อนที่จะไปพูดเรื่องนั้นได้ เราน่าจะต้องรู้ก่อนว่าทำไมมันถึงสำคัญ และควรมี ที่มาที่ไปของมันเป็นอย่างไร การสร้างบทสนทนาถึงสิ่งนี้ในวงนานาชาติ มันอาจนำพาไปสู่ประเด็นอื่นนอกเหนือจากการละครเพื่อเด็กและเยาวชนก็ได้ เพราะปัจจัยต่างๆที่อยู่รอบๆ มันมีผล ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม สังคม หรือปัญหาทางการเมืองที่แตกต่างในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้

Beside the meeting, there’s also Forum section in the festival. Why is that important?

The forum programme will support and complement the performance programme and help link the performances to related issues and subject matters surrounding us. It can be interesting for some audiences to get to know how a piece of work is originated, about its concept and creative process. In turn, this information could enhance their perception and reception of the piece even further. Some audiences might have questions after seeing a performance and want to understand more. This is what we want to happen. I’m aware that the works we’re presenting may not all be familiar to the public, and I don’t want the audience to feel left behind. So the Forum will help the audiences connect with the works from another perspective, helping them to understand the show better. This year, there will be a post-show talk for each production during which the audience can freely ask questions directly to the artists.

แต่นอกจากการประชุมแล้วในปีนี้ก็ยังมีส่วนของ Forum อยู่ ทำไมในเทศกาลถึงจำเป็นต้องมีส่วนของ Forum?

โปรแกรมของ Forum จะเอื้อและเสริมไปกับการแสดงที่เราเลือกเข้ามา ให้เห็นถึงศักยภาพของการแสดงที่สามารถเชื่อมโยงสู่ประเด็นอื่นๆ รอบๆ ตัวเรา อาจจะมีคนดูที่ต้องการการรู้ที่มา ที่ไปของงาน เกี่ยวกับไอเดียและกระบวนการสร้างสรรค์ เพราะมันจะช่วยเสริมสิ่งที่เขาคิดและรับรู้ผ่านงานแสดงและดูงานอย่างสนุกยิ่งขึ้น นอกจากได้รับรู้ผ่านการดูแล้ว บางครั้งคนดูบางคนอาจจะมีคำถามและอาจจะต้องการความกระจ่างด้วยเหมือนกัน นี่เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น งานที่นำเสนออาจไม่ใช่การแสดงที่คุ้นชินของคนดูที่นี่ ทางเราไม่ได้อยากให้คนดูรู้สึกว่าเราทิ้งเขา Forum เองก็จะช่วยเชื่อมคนดูกับตัวงานในอีกมุมหนึ่ง ให้ความเข้าใจงานแสดง อีกทั้งในครั้งนี้ทุกๆ การแสดงจะมี Post-show talk ที่เปิดโอกาสให้คนดูถามคำถามที่ตัวเองสงสัยเกี่ยวกับงานกับศิลปินโดยตรง

How is BICT Fest different from other children’s theatre festivals?

It is not. I think it is trying to do what any festival for young audiences is trying to do. We want to make sure that our festival communicates with our audiences in this context. We want to offer this to this city, this community. So, I guess our intention really isn’t different from TYA festivals in other countries. However, there aren’t many events of this kind in Bangkok while, in fact, the demand is increasing especially in the new generation and young parents. Today we are learning and exchanging enough through materialism, and technologies. Wouldn’t it be nice to also learn from and exchange with each other through something more fundamental like the art and culture?

BICT Fest ต่างจากเทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนอื่นอย่างไร?

ไม่คิดว่าต่าง ในฐานะเทศกาลเราพยายามทำงานในหน้าที่ที่เทศกาลละครสำหรับเด็กและเยาวชนควร จะทำ แต่แน่นอนว่าเราพยายามจัดเทศกาลให้สื่อสารกับผู้ชมในบริบททางสังคมนี้ เราพยายามนำเสนอสิ่งที่พื้นที่นี้ต้องการ ในเชิงแนวคิดและเจตนารมณ์เบื้องต้นไม่ได้ต่างอะไรจากเทศกาลในประเทศอื่นๆ กรุงเทพฯ อาจมีอิเว้นท์แบบนี้น้อย ในขณะที่จริงๆ แล้วผู้คนต้องการสิ่งเหล่านี้มากขึ้น อาทิเช่น กลุ่มพ่อแม่รุ่นใหม่ หรือเด็กๆ รุ่นใหม่ เราก็เลยพยายามนำเสนอเทศกาลนี้

ปัจจุบันเราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันผ่านวัตถุเยอะมากพอแล้ว มันน่าจะดีถ้าในขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันผ่านศิลปะและวัฒนธรรมด้วย

[1] An intention of including people who might otherwise be excluded and marginalized, such as those who are handicapped or learning-disabled or racial and sexual minority.

[2] Wandering Moon Theatre, founded in 1999 by Monthathip Suksopha in Chiangmai, creating alternative media and contemporary shadow puppet theatre exploring themes of education and diversity of human beings.

[3] A drama therapist who has been working creatively with autistic children, adults and children with learning disabilities, and children with special needs for over 30 years.

[4] Makhampom Theatre was founded in Chiag Dao district, Chiang Mai, in 1980, using theatre as a tool for development of community culture, functioning as a medium that reflected the locals’ problems.

[5] Official name: International Theater Festival OKINAWA for Young Audiences, a festival of theater for children, youth, and families in Okinawa, Japan. The first festival was in 1994.

[1] การคำนึงกลุ่มคนที่อาจถูกกีดกันหรือไม่ได้รับโอกาส เช่น คนพิการ คนที่มีความต้องการพิเศษ และคนกลุ่มน้อยที่ถูกจำแนกโดยบรรทัดฐานของเพศหรือเชื้อชาติ

[2] กลุ่มละครพระจันทร์พเนจร ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2542 โดยมณฑาทิพย์ สุขโสภา ในจังหวัดเชียงใหม่ ผลิตสื่อทางเลือกและทำงานเกี่ยวกับหุ่นเงาร่วมสมัยภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับการศึกษาและความหลากหลายของมนุษย์

[3] นักบำบัดด้วยการละคร เธอทำงานแบบสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มเด็กออทิสติก และกลุ่มคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติทางการเรียนรู้รวมถึงกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากว่า 30 ปี

[4] กลุ่มละครมะขามป้อมก่อตั้งขึ้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.2523 ใช้สื่อการละครเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนในฐานะเป็นสื่อกลางเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาชาวบ้าน

[5] ชื่อทางการ : International Theater Festival OKINAWA for Young Audiences, เทศกาลการแสดงสำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว ในโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1994